All for Joomla All for Webmasters
ติดต่อ ItchyFeetThai ( Mon-Fri 9:00-18:00 )
02-150-2450
Menu

ประวัติศาสตร์ประเทศตุรกี

ตุรกี เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานและน่าสนใจมาก ทั้งในเรื่องการค้าและการปกครอง ที่กว่าจะมาเป็นดินแดน 2 ทวีปได้นั้น ต้องผ่านสงครามและการแย่งชิงมาเยอะมาก แต่ถ้าจะให้เล่าถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์สมัยก่อนที่จะมาเป็นประเทศตุรกี รับรองว่าเล่า 3 วันก็ไม่จบ แต่เราจะนำเรื่องราวทั้งหมดมาย่อให้สั้น และเล่าให้เข้าใจกันแบบง่ายๆนะคะ

ย้อนไปเมื่อประมาณ 1,200 ปี ก่อนคริสตกาล บริเวณชายฝั่งตะวันตกของอานาโตเลียถูกครอบครองโดยชาวกรีกเรื่อยมาจนถึง 334 ปีก่อนคริสตกาล ภายหลังอานาโตเลียถูกแบ่งเป็นดินแดนเฮลเลนิสติก ขนาดเล็กหลายแห่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันในกลางศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล

และต่อมาในปี ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ได้ครองอำนาจ และตั้งไบแซนเทียมให้เป็นเมืองหลวงและโดยตั้งชื่อใหม่ว่า “โรมใหม่”ในปี ค.ศ. 330นั้นเอง  จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ครองราชได้ไม่นานก็สิ้นพระชน ในปี ค.ศ. 337 ทำให้จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 2 ได้ครองอำนาจสืบเนื่องต่อมาหลายรุ่น มาจนถึงยุคที่ชาวโรมันเสื่อมอำนาจลง

หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน นักประวัติศาสตร์ได้เรียกอาณาจักรโรมันว่า อาณาจักรไบเซนไทน์ตามชื่อเมืองไบเซนทิอุม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคไบเซนไทน์ และเจริญรุ่งเรืองที่สุดในปี ค.ศ. 527-565 อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของของจักรพรรดิจัสติเนียน ผู้ที่สร้างวิหารเซนต์โซเฟียอันยิ่งใหญ่  แต่พอสิ้นจักรพรรดิจัสติเนียน อาณาจักรไบเซนไทน์ก็ค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงจนในปี ค.ศ. 1204 กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกโจมตีและยึดครองโดยกองทหารครูเสด นานถึง 6 ปี

ส่งผลให้พวกเติร์กเริ่มรุกรานเข้าสู่ของอาณาจักรไบเซนไทน์มากยิ่งขึ้น โดยมี สุลต่านเป็นผู้นำชาวเติร์กเผ่าเซลจุก เข้ามายึดเมืองและคว้าชัยชนะในสงคราม แต่อาณาจักรเซลจุกก็รุ่งเรืองอยู่ได้ไม่นาน ก็เกิดการรบกันเอง ทำให้อาณาจักรเซลจุกล่มสลายในปี ค.ศ. 1157 และแตกออกเป็นหลายแว่นแคว้น

ในขณะเดียวกัน ออสมันผู้นำเผ่าคายี ซึ่งเป็นชาวเติร์กได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นเอกราชและสถาปนาอาณาจักรของตนเองขึ้น เรียกว่าอาณาจักร ออตโตมัน ทำให้ออตโตมันเติร์กซึ่งเคยเร่ร่อนได้ลงหลักปักฐานที่เมืองบูร์ซ่า จนถึงช่วงที่สุลต่านออร์ฮันบุตรของ ออสมันสิ้นพระชนม์ เมืองหลวงของออตโตมันก็ย้ายไปที่เมืองเอดิร์เน ซึ่งตั้งประชิดติดกับอาณาจักรไบแซนไทน์ที่ถูกล้อมรอบโดยอาณาจักรออตโตมัน

และภายหลัง สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ได้เริ่มเปิดฉากการโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิล จนสามารถยึดครองเมืองได้สำเร็จในปี ค.ศ.1453 ทำให้จักรวรรดิโรมันที่สามารถอยู่รอดมาได้ยาวนานถึง 1,123 ปีปิดฉากลงโดย มีจักรพรรดิทั้งหมด 82 พระองค์ และสุลต่านได้เปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็น อิสตันบูล และเปลี่ยนโบสถ์เซนต์ โซเฟีย ให้เป็นมัสยิดของศาสนาอิสลามแทน

มาถึงช่วงที่จักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่ยุคเสื่อมและล่มสลายลงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเหล่าขุนนาง ส่งผลให้การเมืองภายในประเทศอ่อนแอ และภายหลังได้มีการยกเลิกระบบสุลต่านลง

ในปี ค.ศ.1922 ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐตุรกี ซึ่งมีกรุงอังการาเป็นเมืองหลวงของปรเทศ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1923 และสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

สถานที่ท่องเที่ยวใน คัปปาโดเกีย

ที่มา

http://www.itchyfeetthai.com/wp-admin/upload.php?item=3069

คัปปาโดเกีย ดินแดนมหัศจรรย์ สวรรค์บนดิน

ที่นี่ประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนไปตั้งแต่สมัยโบราณ เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม ที่ขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน คัปปาโดเกียเป็นเมืองที่มีลักษณเด่นกว่าที่ไหนๆ เนื่องจากเมื่อราวๆ 3 ล้านปีก่อน เกิดการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ ทำให้มีลาวาและเถ้าถ่านกระจายปกคลุม ทับถมมานานเป็นแสนล้านปี และในระหว่างนั้นก็ถูกกร่อนด้วย ฝน ลม แดด ทำให้เกิดเป็นหินรูปลักษณ์แปลกตา ทั้งรูปกรวย โดมและอีกสารพัด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้องค์กรยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1985  แล้วอยากรู้กันมั้ยคะว่าที่ คัปปาโดเกีย มีสถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆอะไรบ้าง งั้นเราไปชมกันเลยดีกว่า

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งเกอเรเม (Göreme Open Air Museum)

ที่มา

http://www.itchyfeetthai.com/wp-admin/upload.php?item=7821

ในอดีตที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ ซึ่งได้ร่วมมือกันขุดถ้ำเพื่อสร้างโบสถ์สำหรับเผยแผ่ศาสนาและเพื่อหลบซ่อนการรังควานของโรมันที่ไม่เห็นด้วย เพราะก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเข้ามายังคัปปาโดเกีย ผู้คนที่นี่บูชาเทพเจ้ากรีก-โรมัน

ว่ากันว่าชาวคริสต์ได้ขุดเจาะบริเวณนี้เพื่อทำเป็นโบสถ์ถ้ำมากกว่า 300 หลัง และถือได้ว่าที่เกอเรเมแห่งนี้ เป็นเมืองใต้ดินยุคโบราณที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดในโลก เพราะด้านในโบสถ์ได้มีการแกะสลักฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของศาสนาคริสต์ไว้ได้อย่างประณีต งดงาม รับรองว่าถ้าได้เห็นจะต้องตะลึงในแรงศรัทธาของชาวคริสต์ที่มีต่อพระเจ้าของพวกเขาอย่างแน่นอนค่ะ

หุบเขาพาซาแบค (Pasabag)

ที่มา

Kapadokya’da Gezilecek Yerler

ตั้งอยูบนเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่ อวานอส หุบเขาแห่งนี้ จะเต็มไปด้วยภูเขาหินทรงกรวยที่มีลักษณะเหมือนหมวกแม่มดวางอยู่ที่ปลายยอดเขา เป็นสถานที่ที่ทั้งแปลกตาและงดงาม จุดที่โด่งดังของที่นี่ก็คือ Hermitage of St.Simon ที่เป็นภูเขาไฟ 2 ปล่อง ในอดีตเมื่อราวๆ 1,500 ปีก่อน เคยเป็นที่พำนักของ บาทหลวงไซมอน ที่เดินทางมาจากเยรูซาเลมเพื่อปฏิบัติธรรม ทำให้มีบาทหลวงองค์อื่นๆ ตามมาเพื่อปลีกวิเวก จึงขนานนามว่า The Valley of the Monks หากใครที่อยากจะมาชมที่นี่ ก็สามารถนั่งรถบัสจากเกอเรเมมาได้ เพียง 25 นาทีก็ถึงหุบเขาแห่งนี้แล้วจ้า

 

 

หมู่บ้านอวานอส

ที่มา

https://www.pinterest.dk/pin/408349891183044032/

เป็นหมูบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำที่เต็มไปด้วยดินตะกอนสีแดง ชาวบ้านที่นี่จึงนำดินมาสร้างเป็นงานศิลปะ และงานหัตถกรรมจนเกิดเป็นเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกที่มีหลากลายรูปแบบ จึงทำให้หมู่บ้านอวานอสเป็นที่รู้จักกันในนาม หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันเป็นอันดับต้นๆ เลยหล่ะค่ะ

 

 

นครใต้ดินไคมัคลี (Underground City of Derinkuyu or Kaymakli)

ที่มา

Kapadokya’da Gezilecek Yerler

เกิดจากที่ชาวคัปปาโดเจีย ขุดเจาะพื้นดินลงไป 10 กว่าชั้นซึ่งลึกถึง 85 เมตร เพื่อใช้หลบภัยสงครามในอดีต และภัยจากการที่ต้องการเผยแผ่ศาสนาอีกด้วย

ในเมืองใต้ดินนี้มีทั้งห้องโถง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องเก็บถนอมอาหาร โบสถ์ ทางหนีฉุกเฉินและยังมีบ่อน้ำมากถึง 200 บ่อ คาดว่ามีคนอาศัยอยู่ราว 10,000 คนได้ แม้จะอยู่ใต้ดิน  แต่ว่าอากาศในนั้นถ่ายเทได้ดีและเย็นสบายมากๆเลยค่ะ

หุบเขาเดฟเร่น (Devrent valley)

ที่มา

Kapadokya’da Gezilecek Yerler

ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านอวานอส (Avanos) หุบเขานี้มีลักษณะเป็นเนินน้อยใหญ่สลับกันโดยมีหินรูปร่างประหลาดที่เกิดขึ้นจากการถูกกัดกร่อนตามธรรมชาติเป็นรูปทรงต่างๆ ทั้ง ปลาโลมา นกเพนกวิน อูฐ แม้กระทั่งรูปพระแม่มารีและสาวกที่เหมือนของจริงมาก ทำให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมาเที่ยวชม และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันทุกคนเลยค่ะ

 

 

 

บอลลูนทัวร์ (Balloon Tour)

ที่มา

http://www.itchyfeetthai.com/wp-admin/upload.php?item=3087

ส่วนที่จะลืมไม่ได้เลยก็คงหนีไม่พ้น กิจกรรมขึ้นบอลลูนทัวร์ชมบรรยากาศของคัปปาโดเกียในมุมสูง ที่ทั้งน่าหวาดเสียวและน่าหลงใหล เพราะจะได้ทั้งความรู้สึกตื่นเต้นจากการขึ้นกระเช้าบอลลูนที่สูงราว 3,600 เมตรแล้วยังได้เก็บภาพหุบเขาน้อยใหญ่ของ คัปปาโดเกีย ในมุมที่สวยงามที่สุดมุมนึงเลยหล่ะค่ะ และสิ่งที่นักท่องเที่ยวประทับใจ กับการขึ้นบอลลูนอีกอย่างก็คือ ประกาศนียบัตรที่จะมอบให้ทุกคนที่ขึ้นบอลลูนเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะถือว่าเป็นผู้กล้าที่สามารถเอาชนะความสูงระดับพันเมตรได้นั่นเอง

นี่ก็เป็นเพียงสถานที่ที่ควรไปเยือนของ คัปปาโดเกีย เพียงบางส่วนเท่านั้นค่ะ ซึ่งถ้าจะให้ยกมาทั้งหมดคงจะต้องคุยกันยาวเลยหล่ะ โดยรวมๆแล้วคัปปาโดเกีย เป็นเมืองที่มีความงดงาม แปลกตา เหมาะสำหรับคนที่ชอบตามรอยประวัติศาสตร์และชื่นชอบความอัศจรรย์ของธรรมชาติ รับรองว่ามาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

About the Author

Leave a Reply

*